ประเทศไทยมีภาษีอสังหาริมทรัพย์รายปี คือ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 (Land and Building Tax Act B.E. 2562) อัตราภาษีต่ำ: สำหรับคอนโดหรือวิลล่าทั่วไปในภูเก็ตที่ชาวต่างชาติไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก จำนวนเงินต่อปีมักอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ฐานในการคำนวณภาษีคือราคาประเมินราชการ (government appraised value) ซึ่งกรมที่ดิน (Land Department) เป็นผู้ประกาศ และมักต่ำกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายเสมอ
ค่าใช้จ่ายรายปีของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประกอบด้วยอะไรบ้าง
นอกจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว เจ้าของคอนโดหรือวิลล่าในภูเก็ตยังมีค่าใช้จ่ายอีกสองส่วน ได้แก่ ค่าส่วนกลาง (common fee) สำหรับดูแลพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งจ่ายทุกปี และเงินกองทุนสำรอง (sinking fund) ซึ่งจ่ายครั้งเดียวตอนซื้อ
ใครเป็นผู้คำนวณภาษี และอัตราภาษีเป็นอย่างไร
กรมที่ดิน (Land Department) เป็นผู้กำหนดราคาประเมินราชการของที่ดิน ยูนิต หรือบ้าน ส่วนผู้จัดเก็บภาษีรายปีคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น — เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่
อัตราภาษีขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและราคาประเมิน สำหรับเจ้าของคอนโดหรือวิลล่าชาวต่างชาติในภูเก็ต อสังหาริมทรัพย์มักเป็นการลงทุนหรือบ้านหลังที่สอง ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยหลักที่มีทะเบียนบ้าน สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทนี้ อัตราภาษีเป็นดังนี้
- ราคาประเมินไม่เกิน 50 ล้านบาท — 0.02%
- 50–75 ล้านบาท — 0.03%
- 75–100 ล้านบาท — 0.05%
- เกิน 100 ล้านบาท — 0.10%
อัตราภาษีเป็นข้อมูล ณ กันยายน 2569
หน่วยงานท้องถิ่นจะส่งหนังสือแจ้งราคาประเมินและจำนวนภาษีในช่วงต้นปี กำหนดชำระภายในวันที่ 30 เมษายน
ตัวอย่างการคำนวณ: คอนโดสตูดิโอในภูเก็ต
สำหรับยูนิตที่มีราคาประเมิน 2,500,000 บาท (ราคาประเมินมักต่ำกว่าราคาตามสัญญา) ในอัตรา 0.02% สำหรับที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่ที่อยู่หลัก ภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อปี — ประมาณ 15 ดอลลาร์ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์
วิลล่า: คิดภาษีที่ดินและตัวบ้านแยกกัน
ตามกฎหมายไทย ตัวบ้านและที่ดินเป็นทรัพย์สินคนละส่วนกัน ตัวบ้านสามารถจดทะเบียนให้ชาวต่างชาติเป็นฟรีโฮลด์ (freehold) หรือลีสโฮลด์ (leasehold) ก็ได้ ส่วนที่ดินชาวต่างชาติถือครองได้เฉพาะแบบลีสโฮลด์เท่านั้น สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หมายความว่าราคาประเมินของที่ดินและตัวบ้านจะคำนวณแยกกัน แต่ละส่วนใช้อัตราเดียวกันจากตารางที่อยู่อาศัยข้างต้น
ตัวอย่าง: ราคาประเมินที่ดินใต้ตัววิลล่าอยู่ที่ 8,000,000 บาท และราคาประเมินตัวบ้านอยู่ที่ 6,000,000 บาท ทั้งสองจำนวนอยู่ในช่วงไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่อัตรา 0.02%: ภาษีที่ดินประมาณ 1,600 บาทต่อปี ภาษีตัวบ้านประมาณ 1,200 บาท รวมประมาณ 2,800 บาท (ประมาณ 85 ดอลลาร์)
ที่ดินของชาวต่างชาติถือครองแบบลีสโฮลด์ และภาษีก็ยังต้องจ่ายเช่นเดียวกัน — ตามกฎหมาย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคม ซึ่งชาวต่างชาติที่มีสัญญาเช่าระยะยาวจดทะเบียนแล้วเข้าข่ายเป็นผู้ใช้ประโยชน์ รายละเอียดที่แน่นอนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาเช่าแต่ละฉบับ
ค่าส่วนกลางและกองทุนสำรอง: ไม่ใช่ภาษี แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเผื่อไว้
นอกจากภาษีของรัฐแล้ว เจ้าของคอนโดยังมีค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้นิติบุคคลอาคารชุด (condominium juristic person) สำหรับดูแลพื้นที่ส่วนกลาง — จากราคาที่ผู้พัฒนาโครงการในภูเก็ตกำหนดไว้ เฉลี่ยประมาณ 80 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน มักเรียกเก็บปีละครั้ง ส่วนกองทุนสำรอง (sinking fund) จ่ายครั้งเดียวตอนซื้อ เฉลี่ยประมาณ 800 บาทต่อตารางเมตร ทั้งสองรายการควรนำมารวมในงบประมาณการถือครองเมื่อเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์
ค่าใช้จ่ายตอนซื้อและตอนขาย — นอกเหนือจากภาษีรายปี
การซื้อแบบฟรีโฮลด์ในตลาดโครงการใหม่ ค่าธรรมเนียมและภาษีการโอนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 6.3% ของมูลค่าทรัพย์: ผู้พัฒนาโครงการมักรับผิดชอบครึ่งหนึ่งตามสัญญา ผู้ซื้อควรเผื่องบไว้ประมาณ 3–3.3% ส่วนแบบลีสโฮลด์อยู่ที่ประมาณ 1.1% ซึ่งผู้ซื้อรับผิดชอบทั้งหมด ผู้ซื้อไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้เอเจนซี่ — ผู้พัฒนาโครงการและผู้ขายเป็นผู้จ่ายจากงบการตลาด
เมื่อขายต่อ ค่าใช้จ่ายเป็นประเภทเดียวกับตอนซื้อ — ค่าธรรมเนียมการโอน อากรแสตมป์หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย — แต่คราวนี้มักแบ่งกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อตามที่ตกลงกัน ส่วนใหญ่คือคนละครึ่ง หากถือครองทรัพย์มาไม่ถึงห้าปี จะใช้ภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%) แทนอากรแสตมป์ (0.5%) — ควรคำนึงถึงจุดนี้หากถือครองระยะสั้น รายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งตอนซื้อและตอนขาย อ่านได้ในบทความ «ค่าธรรมเนียมและภาษีในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย: ใครจ่ายอะไรบ้าง»
เปรียบเทียบคอนโดกับวิลล่า: ค่าใช้จ่ายรายปีของการถือครอง
| ประเภท | สิ่งที่ต้องเสียภาษี | อัตราภาษี (ที่อยู่อาศัย ไม่ใช่บ้านหลัก) | ค่าใช้จ่ายอื่นในงบประมาณรายปี |
|---|---|---|---|
| คอนโด | ทั้งยูนิต ตามราคาประเมิน | 0.02–0.10% ขึ้นอยู่กับช่วงราคา | ค่าส่วนกลาง ~80 บาท/ตร.ม. ต่อเดือน |
| วิลล่า | ที่ดินและตัวบ้านแยกกัน แต่ละส่วนตามราคาประเมินของตัวเอง | 0.02–0.10% แยกแต่ละส่วน | ค่าดูแลบ้านและพื้นที่ — แล้วแต่ทรัพย์แต่ละแห่ง |
สรุป
ภาษีอสังหาริมทรัพย์รายปีในประเทศไทยมีอยู่จริง แต่สำหรับคอนโดหรือวิลล่าทั่วไปในภูเก็ต จำนวนเงินไม่มาก — อยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ซึ่งคำนวณล่วงหน้าได้ง่ายเมื่อรู้ราคาประเมินของทรัพย์ Undersun Estate เป็นเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต มีสำนักงานอยู่ที่กะทู้ (Kathu) ทีมงานของเราช่วยผู้ซื้อพิจารณาทั้งราคาซื้อและค่าใช้จ่ายในการถือครองหลังจากปิดการขาย หากกำลังคำนวณงบประมาณสำหรับคอนโดหรือวิลล่าที่สนใจ ทักไลน์แชท WhatsApp หาเรา — มาคำนวณด้วยกัน
คำถามที่พบบ่อย
ชาวต่างชาติต้องไปลงทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเองหรือไม่
หน่วยงานท้องถิ่นจะส่งหนังสือแจ้งภาษีไปยังที่อยู่ของทรัพย์สินโดยตรง ไม่ต้องลงทะเบียนแยกต่างหาก สำหรับเจ้าของที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในภูเก็ตตลอดทั้งปี มักมีนิติบุคคลอาคารชุด (สำหรับคอนโด) หรือบริษัทบริหารจัดการวิลล่า (ถ้ามี) เป็นผู้ดูแลเรื่องหนังสือแจ้งเหล่านี้ — ควรสอบถามเรื่องนี้ตอนซื้อ
ถ้าคอนโดหรือวิลล่าปล่อยว่างไม่ได้ปล่อยเช่า ยังต้องเสียภาษีหรือไม่
ต้องเสีย สำหรับที่อยู่อาศัย อัตราภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนอยู่อาศัยหรือปล่อยว่าง ส่วนอัตราที่สูงกว่าจะใช้เฉพาะกับที่ดินที่ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละประเภทกับที่อยู่อาศัย
ภาษีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นจริงหรือไม่
ไม่จริง อัตรา 0.02–0.10% ของราคาประเมินสำหรับที่อยู่อาศัยต่ำกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกับ เช่น สหรัฐฯ (เฉลี่ยประมาณ 0.9% ของมูลค่าบ้าน และในบางรัฐสูงกว่า 1.5% ตามข้อมูลของ Tax Foundation และ National Association of Home Builders ที่อ้างอิงจาก US Census Bureau) สเปน (ภาษี IBI ท้องถิ่น 0.4–1.3% ของมูลค่าทะเบียนที่ดิน) และโปรตุเกส (ภาษี IMI 0.3–0.45% ของมูลค่าประเมิน ตามข้อมูลของ PwC) นอกจากนี้มูลค่าประเมินในไทยมักต่ำกว่าราคาตลาดของทรัพย์สินด้วย
ต้องการคำปรึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์หรือไม่?
ไปยังแคตตาล็อก